|
โรคชอบเปรียบเทียบ
ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์
www.infomental.com/
การเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เรามักจะอยากรู้ว่าคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนฝูงของเราได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว
ตอนนี้เขาขับรถอะไร ได้ตำแหน่งระดับไหนแล้ว ลูกๆของเขาเรียนโรงเรียนอะไร สอบเข้าอะไรได้ แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเราเองว่าเราดีกว่าหรือด้อยกว่า และก็เป็นธรรมดาที่ใครๆก็อยากจะดีกว่าคนอื่น แต่หลายๆครั้งการเปรียบเทียบทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่น
ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดเมื่อ
- เราเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่มีดีมากกว่าเราโดยเฉพาะเป็นการมีในสิ่งที่เราอยากมีแต่ยังไม่มีหรือยังมีไม่พอและโดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกว่าคนๆนั้นเป็นคู่แข่งด้วย
เช่น เราคงไม่รู้สึกด้อยเวลาได้ข่าวนักเรียนไทยได้เหรียญทองชีวะโอลิมปิค เราชื่นชมว่าเขาเก่ง แต่ความรู้สึกอาจต่างกันถ้านักเรียนคนนั้นเป็นลูกของญาติของเราที่กำลังเรียนชั้นเดียวกับเรา
- เราเปรียบเทียบตัวเราในปัจจุบันกับอดีตที่เคยรุ่งโรจน์
แต่ก่อนเราอาจจะเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจแต่เดี๋ยวนี้ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว
แต่ก่อนเราอาจเคยเรียนเก่งมากแต่เดี๋ยวนี้ด้วยปัญหาต่างๆทำให้เราเรียนได้แค่ปานกลาง
แต่ก่อนเราเคยมีเงินมากมายแต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้เรามีหนี้มากมาย
ถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้เราก็จะรู้สึกแย่
รู้สึกว่าเรากำลังตกอับ และมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นก็มองว่าเรากำลังตกอับด้วย
- เราเปรียบเทียบปัจจุบันกับความฝันที่ยังไม่เป็นจริง
เช่น
อยากมีบ้านสวยๆแต่ก็ยังไม่มีสักทีทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่น
หลายๆครั้งเราก็อยู่ของเราดีๆแต่คนอื่นชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งแล้วก็มาตัดสินว่าเราด้อยกว่าและมาพูดให้เราได้ยินด้วย
เช่น
บรรดาแม่ๆมักจะเอาลูกของคนอื่นที่เรียนเก่งมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองแล้วบ่นให้ลูกฟังเพราะหวังจะกระตุ้นให้ลูกเกิดความมานะเอาอย่างคนเก่งๆนั่น แต่ลูกอาจกลับเกิดความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าคนอื่น
และบางครั้งการที่คนอื่นเอาเราไปเปรียบเทียบแล้วมาพูดให้เราได้ยินอาจเป็นการเหน็บแนมไม่ใช่ความหวังดีแบบนี้ก็ได้
การเปรียบเทียบนั้นบางครั้งก็ช่วยให้เราพัฒนาตนเองขึ้นมาถ้าเรารู้สึกด้อยกว่าแล้วเราพยายามปรับปรุงตนเอง หรือเมื่อเราอยากเป็นแบบบุคคลที่เราชื่นชมแล้วพยายามพัฒนาตนเอง
พยายามเอาชนะคำสบประมาทของคนอื่น แต่ถ้าการเปรียบเทียบทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด
ยอมแพ้ เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งแทนที่จะพยายามปรับปรุงตนเอง
หรือยอมทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อให้มีอย่างคนอื่นเขา
แบบนี้ท่าทางเราจะเกิดภาวะ การเปรียบเทียบที่เป็นพิษเสียแล้ว
การพบว่าจริงๆแล้วเราด้อยกว่าคนอื่นนั้นเป็นความเจ็บปวด
แต่การเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
เกินจริง และเป็นไปในแง่ลบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบอยู่ให้ลองถามตัวเองว่า
- กำลังเปรียบเทียบอะไร
เช่นความสวย ความเก่ง ความรวย ความเด่นดัง ฯลฯ
เพราะบางครั้งเราจะ มึน แยกประเด็นไม่ออกแล้วสรุปรวมว่าตัวเราโดยรวมทั้งหมดนั่นแหละที่ด้อย
สู้เขาไม่ได้
- ข้อมูลแม่นแค่ไหน
รู้แน่หรือเดาเอา เรารู้แน่แล้วหรือรถที่เขาขับน่ะใช่รถของเขา
เพื่อนเราไปเรียนเมืองนอกเพราะเก่งหรือเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ได้
- เรารู้หมดทุกแง่ทุกมุมหรือยังหรือเห็นแต่แง่ดีของเขาเพียงด้านเดียว
เวลาเห็นคนที่ร่ำรวยเรามักคิดว่าเขาคงจะมีความสุข ที่จริงแล้วคนที่ร่ำรวยไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขเสมอไป
คนที่มีแฟนแล้วหรือคนที่ ขายออก แต่งงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความสุขมากกว่าสาวโสด
คนที่มีเงินเหลือเก็บมากเพราะประหยัดมากๆก็ไม่น่าจะมีความสุขเท่าไรโดยเฉพาะคนที่เป็นลูกเป็นภรรยา
เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วให้ลองคิดต่อไปว่า
เขาดีกว่าเราแล้วมันจะเป็นอะไรไป ถึงเขาจะมีเงินมากกว่าแต่ก็ไม่ได้ทำให้เงินที่เรามีอยู่ลดน้อยลงไป
ถึงคนข้างบ้านจะสวยกว่าเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสวยน้อยลง
เราก็ยังคงเป็นคนสวยคนหนึ่งเหมือนกัน
- ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
เราพร้อมที่จะแลกด้วยอะไรบางอย่างเหมือนที่เขาทำหรือไม่
เพื่อนของเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ
ไม่มีเวลาดูแลลูก ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปว่ายน้ำหลังเลิกงาน จึงมีเงินขนาดนั้นได้ เราพร้อมที่จะทำอย่างนั้นหรือไม่
- เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่
แทนที่จะจมอยู่กับความสิ้นหวังต่อไปเราอาจเปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบเสียใหม่โดยเปรียบเทียบตัวเราตอนนี้กับตัวเราในอีก
1 ปีข้างหน้าถ้าเราลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 1
ปีผ่านไปเราน่าจะหุ่นดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขนาดคนข้างบ้านก็ตาม
การเปรียบเทียบจะเป็นปัญหาเมื่อมันไม่สมเหตุผล
มากเกินไป บ่อยเกินไป ลดการเปรียบเทียบลงแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น
|