" สารเคมีในสมองไม่สมดุลย์ !?"

นพ.สเปญ อุ่นอนงค์

www.infomental.com

เวลาอ่านบทความเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชในสมัยปัจจุบันหรือเวลาไปพบจิตแพทย์ บางครั้งเราจะได้รับคำอธิบายว่าโรคนั้นโรคนี้เกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลย์ หรือเกิดจากสารเคมีในสมองบางอย่างน้อยเกินไป หรือมากเกินไป ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังรู้สึกเป็นงง ไม่รู้เรื่อง  เราลองมาดูคำถามที่มักเกิดขึ้นในใจเสมอเวลาได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ดูนะครับ

สารเคมีอะไร ?
สารเคมีในสมองที่ว่านี้ที่จริงต้องเรียกว่า "สารสื่อนำประสาท" ซึ่งมาจากคำว่า "neurotransmitter substances" สารพวกนี้เป็นสารเคมีที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งกระแสประสาทจากเชลล์ประสาทตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง กล่าวคือเมื่อเชลล์ประสาทต้นทางถูกกระตุ้น กระแสประสาทที่เกิดขึ้นที่ตัวเชลล์จะไหลไปตามเส้นประสาทในลักษณะคล้ายๆกระแสไฟฟ้าไหลไปตามสายไฟฟ้า เมื่อกระแสประสาทไปถึงปลายเส้นประสาท กระแสประสาทจะกระตุ้นให้ปลายประสาทหลั่งสารสื่อนำประสาทออกมา สารสื่อนำประสาทที่ออกมาจะออกฤทธิ์กับเซลล์ประสาทปลายทางโดยมันจะไปจับและกระตุ้นตัวรับ (receptor) ซึ่งอยู่บนผิวของเชลล์ประสาทตัวปลายทางทำให้เกิดกระแสประสาทบนเชลล์ประสาทปลายทางตัวนั้นส่งต่อๆไป  แต่ก็ยังมีสารสื่อนำประสาทบางชนิด เช่น กาบ้า (GABA) ที่เมื่อจับและกระตุ้นตัวรับแล้วจะทำให้เชลล์ประสาทปลายทางทำงานน้อยลงทำให้กระแสประสาทหยุดลงแค่นั้น  การที่สารสื่อนำประสาทที่ถูกหลั่งออกมาสามารถกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเชลล์ประสาทปลายทางได้นั้นร่างกายจะต้องมีประบบควบคุมไม่ให้มันทำงานมากเกินไปโดย

1.                            มีตัวรับไว้ที่ปลายประสาทของเส้นประสาทที่มาจากเชลล์ประสาทต้นทางเพื่อคอยตรวจสอบว่ามีสารสื่อนำประสาทออกมามากพอหรือยัง ถ้ามีสารสื่อนำประสาทออกมามากสารสื่อนำประสาทจะยับยั้งการทำงานของเชลล์ประสาทต้นทางผ่านทางตัวรับนี้ให้หยุดส่งกระแสประสาทได้แล้ว

2.                            มีระบบดูดกลับเพื่อคอยเก็บสารสื่อนำประสาทที่ถูกปล่อยออกมาแล้วกลับเข้าคืนไปเก็บไว้ในปลายประสาทของเชลล์ประสาทต้นทางทำให้สารสื่อนำประสาทหยุดการกระตุ้นเชลล์ประสาทปลายทางและยังสามารถเก็บสารสื่อนำประสาทที่ยังดีๆเหล่านี้ไว้ใช้คราวต่อไปได้อีก

3.                            มีเอนไซมส์ที่จะคอยย่อยสลายสารสื่อนำประสาทเหล่านี้ไว้คอยเก็บกวาดทำลายสารสื่อนำประสาทที่ยังหลงเหลืออยู่

สารสื่อนำประสาทกับฮอร์โมนเหมือนกันหรือไม่ ?
ไม่เหมือนกันครับ ฮอร์โมนเป็นสารเคมีที่สร้างโดยต่อมที่ไม่มีท่อ (เราก็เลยเรียกว่า "ต่อมไร้ท่อ") เช่น ต่อมไธรอยด์ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง เมื่อมันไม่มีท่อฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นมาก็จะออกจากต่อมโดยถูกกระแสเลือดที่มาเลี้ยงต่อมนี้พาออกไปและกระจายไปทั่วร่างกาย  ฮอร์โมนจะออกฤทธิ์กับอวัยวะที่มีตัวรับที่จำเพาะกับฮอร์โมนนั้นๆ  ดังนั้นฮอร์โมนจะถูกสร้างจากต่อมๆหนึ่งแล้วกระจายไปทางกระแสเลือดไปทั่วร่างกายไปออกฤทธิ์กับอวัยวะใดก็ได้  อยู่ห่างจากต้นตอแค่ไหนก็ได้ขอให้อวัยวะนั้นมีตัวรับเป็นใช้ได้  แต่สารสื่อนำประสาทจะออกฤทธิ์กับเชลประสาทตรงรอยต่อที่ปลายประสาทต้นทางมาแตะกับเชลประสาทปลายทางเท่านั้น

แล้วสารสื่อนำประสาทที่ว่านี่มีกี่ชนิด ?
มีหลายชนิดมากครับแต่ตัวที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชมีอยู่ไม่กี่ตัวครับ ได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) เกี่ยวข้องกับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิค โรคปวดศีรษะ นอร์เอปิเนฟริน (norepinephrine) เกี่ยวข้องกับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร ์ โรคแพนิค โดปามีน (dopamine) เกี่ยวข้องกับ โรคจิตเภท  โรคจิตชนิดอื่นๆและยาเสพติด  กาบ้า (GABA; gammabutyric acid) เกี่ยวข้องกับโรควิตกกังวลและแอลกอฮอล์  อะเซทิลโคลีน (acetyl choline) เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ส

แล้วทำไมอยู่ๆสารสื่อนำประสาทถึงได้เสียสมดุลย์ ?
ไม่ทราบครับ ! อ้าว...ทำไมไม่ทราบล่ะ...ก็เพราะว่านักวิทยาศาสตร์เขาก็ยังไม่รู้แน่ว่าทำไมอยู่ๆถึงได้เป็นอย่างนั้นเพราะข้อมูลยังขาดอีกมากและการศึกษาในเรื่องนี้ก็ทำได้ยาก แต่ก็มีสมมติฐานอยู่หลายอย่าง เช่น พันธุกรรม ความเครียด ยาหรือสารเสพติดบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของความยาวของกลางวันกลางคืนในฤดูกาลต่างๆ ฯลฯ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสารสื่อนำประสาทในสมองของเราเสียสมดุลย์หรือยัง ?
ข้อมูลต่างๆที่เราเอามาอธิบายกันเป็นตุเป็นตะนั้นได้มาจากการศึกษาในผู้ป่วยทางจิตเวช  ผู้ศึกษาจะเลือกผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายๆกันมาศึกษาด้วยกัน  วิธีการก็มีหลายๆแบบตั้งแต่ศึกษาจากผลของการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อสารสื่อนำประสาทชนิดต่างๆ  ตรวจหาสารที่เกิดจากการสลายตัวของสารสื่อนำประสาทนั้นๆในปัสสาวะ  ไปจนถึงการใช้สารกัมมันตรังสีติดไปกับสารที่จะนำไปสร้างเป็นสารสื่อนำประสาทนั้นหรือติดกับสารที่จะไปจับกับตัวรับของสารสื่อนำประสาทแล้วสแกนสมองด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น PET scan ซึ่งแพงมาก (ประเทศอังกฤษซื้อ PET scan เครื่องที่ 3 เมื่อปี 1993 ในราคาประมาณ 10 ล้านปอนด์ หรือ 400 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนั้น) แล้วพยายามหาคำอธิบายที่สามารถอธิบายผลการศึกษาต่างๆให้ได้สมเหตุผลมากที่สุด ทำให้เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการที่เข้าได้กับที่มีการศึกษาไว้เราก็สามารถตั้งสมมุติฐานได้ว่าผู้ป่วยรายนั้นน่าจะมีสารสื่อนำประสาทเสียสมดุลย์แบบใด เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องห่มร้องไห้ วันๆคิดแต่จะฆ่าตัวตาย แบบนี้แสดงว่าในสมองน่าจะขาดซีโรโทนิน และ นอร์เอปิเนฟริน หรือ เมื่อเจอผู้ป่วยที่บอกว่าตนมาจากราชธานีใหม่ในอนาคต ห่างจากพศ.นี้ไปอีก 200 กว่าปี แบบนี้ในสมองของเขาน่าจะมีโดปามีนทำงานอยู่มากเกินไป เป็นต้น ดังนั้นในการตรวจรักษากันจริงๆเราไม่มีการส่งผู้ป่วยไปตรวจดูสารสื่อนำประสาทอย่างในเรื่องของฮอร์โมน แต่เราจะนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้มาใช้เลือกยาที่จะรักษา

แล้วจะทำอย่างไรให้มันหายเสียสมดุลย์ ?
การให้การรักษาด้วยยาจิตเวชเป็นการเข้าไปจัดการกับสารสื่อนำประสาทในสมองเพราะยาทางจิตเวชทุกชนิดออกฤทธิ์กับสารสื่อนำประสาทเช่น ยาแก้โรคจิต หวาดระแวง หูแว่ว จะยับยั้งการทำงานของโดปามีน ยาแก้โรคซึมเศร้าจะเพิ่มสารซีโรโทนิน และ/หรือ นอร์เอปิเนฟริน ยาคลายกังวลและยานอนหลับจะเสริมฤทธิ์ของกาบ้า เป็นต้น ยาเหล่านี้ทำให้อาการทางจิตเวชดีขึ้นและเราก็เชื่อว่าอาการที่ดีขึ้นเกิดจากการที่สารสื่อนำประสาทในสมองถูกปรับให้เข้าที่เข้าทางนั่นเอง