|
เมื่อไรจึงควรไปพบจิตแพทย์
นพ.สเปญ
อุ่นอนงค์
http://www.infomental.com/
เมื่อมีใครบอกว่าเราควรไปพบจิตแพทย์เรามักเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะบังอาจมาหาว่าเราบ้าหรือนี่
แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ "บ้า" โดยเฉพาะในปัจจุบันจะมีผู้ป่วยคนไทยเดินเข้ามาขอพบจิตแพทย์เองเป็นจำนวนมากเพราะผู้คนมีการศึกษาดีขึ้น
ไม่ได้บ้าแล้วทำไมเขาต้องมาพบจิตแพทย์กันด้วยล่ะ
?
ปัญหาที่ทำให้ต้องมาพบจิตแพทย์โดยไม่ได้เป็นบ้าได้แก่
- มีเรื่องกลุ้มใจคิดไม่ตก ทำให้เครียด ปวดหัว นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย
- อยู่ๆก็เกิดอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ง่าย
อยากตาย โดยที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรมาทำให้เครียด
- เกิดอาการใจสั่น หายใจไม่ทัน
กลัวตายชึ้นมาเฉยๆทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้น
ไปหาหมอทีไรก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ
- กลัวความสูง กลัวลิฟท์ กลัวแมลงสาบ ประหม่ากลัวคนมอง
- ย้ำคิดย้ำทำ ปิดประตูแล้วต้องดูซ้ำๆหลายๆเที่ยว หรือกลัวความสกปรก ล้างมือตั้งหลายเที่ยวก็ยังรู้สึกไม่สะอาดอยู่ดี
- เป็นคนอมทุกข์ หาความสุขไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่อะไรๆก็เพียบพร้อม
- คบกับใครไม่ได้นาน จะต้องมีปัญหาร่ำไป และมักเป็นปัญหาคล้ายๆกันซ้ำๆ
แล้วที่เป็น
"บ้า" จริงๆล่ะเป็นยังไง ?
คนที่เป็น "บ้า" "เพี้ยน" ซึ่งเราเรียกว่า "โรคจิต" หรือ "Psychosis" คือคนที่แยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ทำให้เกิดอาการระแวง
หลงเชื่อผิด เช่น คิดว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาจับตัว คิดว่าคนในโทรทัศน์มาด่าตน คิดว่ามีจระเข้อยู่ในท้อง บางคนจะมีประสาทหลอนด้วย เช่น
ได้ยินเสียงคนที่ตายไปแล้วมาชวนไปอยู่ด้วย หรือเห็นภูติผีปีศาจ หรือทำอะไรประหลาดๆ
เช่น ออกไปยืนเพ่งพระอาทิตย์ ออกมาแก้ผ้าแก้ผ่อนออกมาตะโกนโหวกเหวกตามท้องถนน
จะเห็นว่าอาการของคน "บ้า" นั้นต่างจากพวกเราและคนทั่วไปมากในขณะที่อาการของคนที่ไม่ได้บ้านั้นมีหลายอย่างที่บางครั้งเราเองก็เคยเป็นแต่ก็ไม่ได้มาพบจิตแพทย์
นั่นเป็นเพราะอาการของโรคทางจิตเวชที่ไม่ได้ "บ้า"
นั้นเป็นอาการที่คนทั่วไปก็เป็นได้แต่ไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าเราเกิดอาการต่างๆนี้มากจน
1.
รู้สึกเป็นทุกข์ทรมาณมาก (distressed)
2.
เสียงานเสียการ (dysfunction)
3.
ให้เราต้องทำอะไรที่อาจเกิดผลร้ายตามมา (maladaptive) เช่น ทำร้ายตนเอง ทำลายข้าวของ
เสพยาเสพติด
แบบนี้เราจึงจะจัดว่าสุขภาพจิตไม่ดี
ป่วยทางจิตเวชแล้ว และแม้จะเป็นการป่วยที่ยังไม่ "บ้า"
แต่ก็ควรพบจิตแพทย์ครับ
มาพบจิตแพทย์แล้วจิตแพทย์ทำอย่างไร
?
การพบจิตแพทย์ก็คล้ายๆกับพบแพทย์ทั่วๆไปและครับ
จะมีการถามประวัติความไม่สบายที่ต้องมาพบแพทย์และมีการตรวจสภาพจิต
และอาจตรวจร่างกายด้วยถ้าแพทย์คิดว่ามีอะไรที่จะต้องตรวจดู แพทย์จะถามประวัติเกี่ยวกับอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้น
เช่น ปวดหัว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี นอนหลับยาก
ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก ฯลฯ ประวัติเกี่ยวกับอาการทางจิตใจ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย
ร้องไห้ง่าย คิดอะไรซ้ำๆวนเวียน หรือความคิดไม่แล่นคิดอะไรไม่ออก ฯลฯ
นอกจากนี้แพทย์จะถามถึงความเป็นอยู่เช่น เป็นใคร ทำอาชีพอะไร บ้านอยู่ไหน
แต่งงานแต่งการหรือยัง มีลูกกี่คน
ถามถึงว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ดี และที่ไม่ดี
และผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนั้นและทำอย่างไรไป
ถามประวัติส่วนตัวในอดีตเช่น พ่อแม่ทำอาชีพอะไร ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไร ฯลฯ
เพื่อจะได้เข้าใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญนั้นขึ้นทำไมผู้ป่วยจึงตัดสินใจทำแบบนั้น
หรือทำไมจึงเกิดความรู้สึกแบบนั้น
ในการตรวจสภาพจิต จิตแพทย์จะดูตั้งแต่ท่าทาง การแต่งเนื้อแต่งตัว การพูดจา
เพราะแค่นี้ก็พอบอกอะไรได้ตั้งหลายอย่างแล้ว เช่น
คนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักไม่ค่อยแต่งตัวไม่ค่อยแต่งหน้า
คนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำอาจจดที่หมอพูดทุกคำหรืออัดเทปไว้ด้วย
คนที่เป็นโรคอารมณ์ดีผิดปกติมักพูดมาก เสียงดัง พูดไปหัวเราะไป คนที่เป็นโรคจิตคุยไปอาจต้องเอานิ้วมาทัดหูไปเพื่อเป็นเสาอากาศไว้ส่งกระแสจิต
ฯลฯ นอกจากนี้แพทย์อาจถามคำถามบางอย่างเพื่อตรวจดูความคิด ความจำ สมาธิ
การตัดสินใจของผู้ป่วยด้วยเช่น ให้จำของ 3 อย่าง ให้ทำ 100-7 ถามคำพังเพย ฯลฯ และเมื่อได้ข้องมูลมากพอจิตแพทย์จะเริ่มให้การรักษา
แล้วผู้ป่วยต้องทำอย่างไรบ้าง
?
สิ่งที่เราต้องทำเมื่อพบจิตแพทย์คือเล่าปัญหาให้แพทย์ฟัง
ทั้งอาการไม่สบายที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราเครียด
ชีวิตส่วนตัวทั้งในปัจจุบันและในอดีต
สิ่งต่างๆเหล่านี้แพทย์จะค่อยๆถามให้ผู้ป่วยเล่าออกมาได้เองโดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้อง "ท่องมา" หรือ "เรียบเรียง"
เอาไว้ก่อน ผู้ป่วยเพียงแต่เล่าตามที่แพทย์ถามเท่าที่จะเล่าได้
เรื่องที่ลำบากใจยังไม่อยากเล่าก็เก็บไว้ก่อน
เอาไว้พร้อมที่จะเล่าแล้วค่อยเล่าก็ได้จิตแพทย์จะไม่คาดคั้นเอาให้ได้ครับ
จากนั้นก็ให้ฟัง! เมื่อแพทย์ได้ข้อมูลมากพอแพทย์จะอธิบายว่าท่านป่วยเป็นอะไร
จะต้องปฏิบัติอย่างไร ตรงนี้ให้ตั้งใจฟัง
อาจถามแพทย์ตรงที่ไม่ค่อยเข้าใจหรือให้ข้อมูลเพิ่มในกรณีที่ฟังแล้วมันไม่ใช่ไม่เห็นด้วยก็ได้
แต่งานหลักในช่วงนี้คือ ฟัง
เพราะการพูดแทรกเกินจำเป็นจะทำให้เสียเวลามากและแพทย์อาจตัดทอนเรื่องที่จะอธิบายบางเรื่องออกไปทำให้ผู้ป่วยเสียประโยชน์
จิตแพทย์เอาแต่ให้ยาใช่หรือไม่ ?
การรักษาทางจิตเวชนั้นมีทั้งการรักษาด้วยยาและการรักษาทางจิตวิทยา
(ให้คำปรึกษา จิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด ฯลฯ) โรคบางโรคเรารักษาด้วยวิธีทางจิตวิทยาเป็นหลัก
แต่ในบางโรคต้องรักษาด้วยยาเป็นหลัก และบางโรครักษาด้วยทั้ง 2 วิธีร่วมกัน โดยทั่วไปจิตแพทย์จะให้การรักษาทางจิตวิทยาด้วยทุกครั้ง
สั้นบ้างยาวบ้าง ขึ้นกับความจำเป็นและสถานการณ์ เช่น
ถ้ามีเวลามากแพทย์อาจให้คำปรึกษาหรือทำจิตบำบัดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งค่อนข้างนาน
แต่ในกรณีที่ข้างนอกยังมีผู้ป่วยรออีกหลายคนแพทย์อาจเพียงให้คำแนะนำสั้นๆ
แต่ถ้าผู้ป่วยกำลังมีอาการมากและจำเป็นต้องให้การบำบัดทางจิตวิทยาแพทย์ก็อาจจะจำเป็นจะต้องปล่อยให้คนข้างนอกรอนานหน่อย
ผู้ป่วยหลายๆคนมักกลัวว่าจิตแพทย์จะให้กินยาแล้วจะติดยา
เลิกไม่ได้ หรือกลายเป็น
"ซอมบี้" ไป ยานั้นอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดของผู้ป่วยก็จริงแต่ยามีประโยชน์และช่วยให้ผู้ป่วยสบายเร็วขึ้น
ยาทางจิตเวชในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง
มีทั้งชนิดที่ทำให้ง่วงและชนิดที่ไม่ทำให้ง่วง และยาส่วนใหญ่ไม่เสพติดโดยเฉพาะเมื่อใช้ให้ถูกวิธี
|